1. การสร้าง Brand Identity ที่จับต้องได้ฟาซาดคือสิ่งแรกที่ลูกค้าเห็นก่อนจะเดินเข้าอาคารเสียอีก สถาปนิกจะช่วยเปลี่ยน "ตัวตนของแบรนด์" ให้กลายเป็นภาษากายภาพ เช่น:ความน่าเชื่อถือ: ใช้เส้นสายที่นิ่ง เรียบหรู และวัสดุที่คงทนความล้ำสมัย: ใช้รูปทรงที่โฉบเฉี่ยว วัสดุสะท้อนแสง หรือเทคโนโลยี Interactiveความเป็นมิตร: การใช้ช่องเปิดที่เชื้อเชิญ และวัสดุโทนอุ่นหากไม่มีสถาปนิก อาคารอาจดูเหมือนกล่องทั่วไปที่ขาดจิตวิญญาณและไม่สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย
2. ฟังก์ชันที่มาพร้อมความคุ้มค่า (Performance & ROI)งานฟาซาดที่ดีต้องช่วย "ลดต้นทุนระยะยาว" สถาปนิกจะคำนวณปัจจัยทางเทคนิคที่ส่งผลต่อกำไรขาดทุนของธุรกิจ:การถ่ายเทความร้อน (OTTV): การเลือกกระจกหรือแผงบังแดดที่ช่วยลดค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศแสงธรรมชาติ: ออกแบบให้แสงเข้าถึงเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า แต่ไม่ทำให้คนข้างในร้อนจนทำงานไม่ได้ความทนทาน: การเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในอนาคต
3. กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยการออกแบบเปลือกอาคารมีข้อบังคับทางกฎหมายมากมายที่สถาปนิกต้องควบคุม เช่น:ระยะถอยร่น และการติดตั้งที่ต้องไม่รุกล้ำพื้นที่สาธารณะมาตรฐานการทนไฟ และทางหนีไฟความปลอดภัยของวัสดุ ป้องกันการหลุดร่วงหรือการสะท้อนแสงที่รบกวนเพื่อนบ้าน (Glare) ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้องทางธุรกิจได้
4. การเพิ่มมูลค่าให้สินทรัพย์ (Value Added)อาคารที่มีฟาซาดโดดเด่นมักมี "มูลค่าค่าเช่า" หรือ "ราคาขาย" ที่สูงกว่าอาคารข้างเคียง เพราะสถาปนิกสามารถออกแบบให้เกิดความน่าสนใจ (Landmark Effect) ซึ่งจะดึงดูดทราฟฟิกของผู้คนได้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดงบประมาณในการโฆษณาไปได้มหาศาล